กลับหน้าหลัก ท่องเที่ยวต่างประเทศ  
  คุนหมิง นครแห่งฤดูใบไม้ผลิ  
     
  เที่ยวจีน...ณ. ดินแดนที่มีป่าหินสวยงามพร้อมด้วยบรรยากาศสบายๆ ที่คุณและใครๆ ก็ไม่ควรพลาด....... คุนหมิง
มาลองเที่ยวจีนในทริปนี้  เริ่มจากใกล้ๆ บ้านเราก่อนเลยแล้วกัน คุนหมิงจ้า  ญาติๆ บอกเที่ยวอะไรหว่าจะดีเหรอ คนอย่างเรา
ไม่ลองก็ไม่รู้  งั้นไปกันเลยยยยยยย
 
     
  นั่งเครื่องบินจีนก็ดีนะ ได้บรรยากาศไปอีกแบบเดินทางงวดนี้ใช้เที่ยวบินที่  MU 742 จ้า ขึ้นเครื่องได้ไม่นาน  ก็มีแอร์กี่ อุ้ย..ไม่ไช่แอร์โฮตสเตสมาส่งเสบียงทันที พร้อมเครื่องดื่ม ถือว่าใช้ได้ทีเดียว พอเสบียงลงท้องเสร็จสับ หนังตาก็เริ่มตก ยังไม่ทันได้เต็มอิ่ม   เสียงนักบินก็ดังขึ้น  โอ้ย..อะไรกัน  เหลินฟ้าไม่ถึงสองชั่วโมงดีก็ถึงแล้ว  นั่งนอนยังไม่ทันเมื้อยเลยถึงสะแล้วเรา ตอนเดินทางเครื่องออกจากสุวรรณภูมิ สามทุ่มบ้านเราตรงเป๊ะ พอถึงสนามบินอูเจียป้า นครคุนหมิง  นั่งมาได้ยังไม่ถึงสองชั่วโมงดี  ไงยประกาศว่า เที่ยงคืนหว่า พอเริ่มมีสติก็คิดได้ว่าที่แท้บ้านเขาเร็วกว่าเราร่วมๆ ชั่วโมง เป็นอันว่าหมุนนาฬิกาให้ตรงบ้านเขาดีกว่า กะจะซื้อนาฬิกาที่ตั้งได้สองประเทศก็เวอร์ไป(ไม่มีตังค์เพราะเอาไปเที่ยวต่างประเทศหมดตัว..เอิกๆ) พอลงจากเครื่องก็จะมีรถเมล์คล้ายๆ บ้านเรามารับ เก็บภาพ สนามบิน อูเจียป้ามาฝากจ้า  
     
 

ทางเข้าด้านหน้าก่อนถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่ที่สำคัญ ด้านหน้าจริงๆ เป็นห้องน้ำจ้า ฝากไว้เป็นของที่ระลึกดีกว่า ว่ามาถึงที่แล้ว
 
     
 

อันนี้เป็นด้านหน้าของสนามบิน ก็เหมือนๆบ้านเราเลยเนอะ
 
     
 

และแล้วก็มาถึงรถที่เราใช้เดินทางเที่ยวคุนหมิงในทริปนี้จ้า ด้านในรถค่อยข้างดีทีเดียว นั่งสบายมากๆ สำหรับคนตัวน้อยๆ อย่างเรา อิอิ
 
     
  อากาศที่นี่เย็นสบายมากเลย พอลงเครื่องแล้วก็จะได้รับลมเย็นๆ ปะทะผิวเลยทีเดียวแหละ ไม่หนาวมากพอสบายตัวเหมาะกับคนไทยอย่างเราเลยจ้า ตอนนี้รู้สึกเหมือนเดินอยู่เชียงใหม่ตอนหน้าหนาวเลย มิน่าถึงได้สมญานามว่าเป็น  “นครแห่งฤดูใบไม้ผลิ”  เพราะมีอากาศเย็นทั้งปี   ย้ายมาอยู่นี่ดีกว่า 555
นั่งรถมองสองข้างทางของบ้านเมืองเขา ดูแล้วก็นึกถึงบ้านเรา ความเจริญเข้ามาอะไรๆ ก็เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นรถลา ถนนหนทาง ก็ใกล้เคียงกับบ้านๆ เราเลย ตึกต่างๆ ที่ติดๆ กันจะมีความแตกต่างก็แค่ อาหมวยกับอาตี๋ ที่เดินอยู่แหละจ้า แต่คิดว่าคนไทยมาเที่ยวที่นี่ก็มากโขอยู่  อันนี้ไกด์ชาวจีนบอกมา ดังนั้นที่นี่ต้องมีอะไรดีๆ แอบแฝงอยู่เป็นแน่ เอิกๆ
 
     
 

หน้าโรงแรมที่พัก ชื่อ โรงแรม ENJOYING  INTERNATIONAL  HOTEL
นายไกด์บอกว่าเป็นโรงแรมระดับมาตรฐาน 5 ดาว เป็นโรงแรมสร้างใหม่ใช้มาได้ปีกว่าๆ โดนหลอกเปล่าไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ โรงแรมก็สวยมากทีเดียวและที่สำคัญ หน้าโรงแรมมีร้านอาหารเปิด 24 ชั่วโมงด้วย เหมาะกับคนนอนดึกอย่างเราๆ แถมพิเศษ ยังมีร้านของขายในย่านนี้ด้วย จากตัวโรงแรมเดินไม่ไกลจะถึงร้านขายของมีทั้งเสื้อผ้าและพวกกระเป๋ารองเท้า เพียบเลย ไกด์บอกว่าเดินไม่ไกลแต่นี้ก็ดึกแล้ว ร้านปิดหมด  อ้าวจะบอกทำไมเนี้ย  ไกด์บอกว่าคนจีนที่นี่เปิดร้านถ้าเป็นของรัฐบาลจะเปิด 8.30 น. ปิดประมาณ 20.00 น. ถ้าเป็นของเอกชน จะเปิดประมาณ 9.00 น. และปิดประมาณ 21.30 น. ดังนั้นก็หมดสิทธิ์แน่นอนวันนี้  แต่ไม่เป็นไรวันสุดท้ายได้ของติดไม้ติดมือแน่ๆ คนไทยอย่างเราอะนะ ต้องซื้อต้องซื้อ นายไกด์บอกคนไทยชอบซื้อ ชอบเข้าห้องน้ำและชอบถ่ายรูปมาก นั้นสิ ตรงกับฉายาอีกแล้ว คนไทย ชอบ ช๊อปแชะฉี่  เราก็คนไทยคนนึงเป็นเหมือนกันเลย แต่ก็แอบๆ ทำตาเขียวใส่นายไกด์จีน ดันมาว่าคนไทยได้ อิอิ แหมๆ วันสุดท้ายจะใช้เงินให้มันส์มือเลย haha
 
     
 

ของสะสมที่โรงแรมเขาให้ฟรี ไปที่ไหนก็เก็บมาทุกงวดไม่พลาดเลยแหละ ของฟรีของฟรี(ที่เสียเงินไปแล้ว) แฮะๆ
 
     
 

รูปนี้เป็นห้องอาบน้ำที่ยังคงสงสัยอยู่จนถึงตอนนี้ว่า...จะมีม่านทำไม หือหือ ม่านนะอยู่ด้านนอกของห้องน้ำ เอิกๆ สงสัยเหมือนกันปะ haha........
 
     
  เช้าแล้วจ้า เป็นอีกวันที่อากาศสดใส ไหนใครบอกฝนจะตก ไม่มีสักเม็ด แถมอากาศยังดีอีก ทานอาหารเสร็จรีบออกไปมองโลกภายนอกโรงแรม  เห็นจะจะ ร้านค้ายังไม่เปิดเลย โหแปดโมงแล้วนะนั้น แต่ที่เห็นก็คือ มีคนจีนประมาณ 5 คน มาล้อมอยู่แถวๆ รถทัวร์ที่เราจะใช้เดินทางในวันนี้  นั้นแน่ ในมือเห็นแวบๆ เหมือนจะเป็นผ้าปูโต๊ะสงสัยเตรียมมาขายกับลูกทัวร์แน่นอน ไม่ทันได้คิดไรมากไปกว่านั้น  ยี่สิบบาท ยี่สิบบาท เอาไหม ยี่สิบบาท ยี่สิบบาท  โอ้ยๆๆๆๆ พูดไทยได้ด้วยอะ กะทำเนียนฟังไม่รู้เรื่อง อิอิ โดนแล้วเรา ขึ้นรถดีกว่า

คนที่นี่จะขายของเป็นงานหลักซะส่วนมากแล้วคนที่ชอบซื้อของก็เป็นคนไทยซะส่วนมากด้วย ดังนั้นไม่แปลกที่เขาเห็นคนไทยมาเที่ยว ถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาขาย ขาย ขาย แล้วก็ขายอย่างเดียวเลย นายไกด์จีนบอกว่า ใครซื้อของคนแรกถือว่าเป็นคนที่ซื้อของแพงที่สุด นั้นว่าไป  นายไกด์บอกอีกว่า ต้องต่อให้มากๆ ก่อนจะซื้อของ และต้องได้ของก่อนถึงจะส่งเงินให้(โหน่ากลัวจัง) ฟังแล้วไม่กล้าซื้อเลย เหอะเหอะ
 
     
 

ที่แรกที่เราได้มาเที่ยวคุนหมิงที่ใครๆ มาที่นี่ไม่มีทางพลาด...อุทยานป่าหิน อันลือชื่อ พอได้มาเห็นกับตาก็รู้เลยทีเดียว สมชื่อเขาเลยแหละ ว่าทำไมถึงได้เรียกว่าป่าหิน ก็ลองมองภาพที่ให้ดูสิจ้า.. เห็นไหมเป็นหินขึ้นเรียงกันเหมือนต้นไม้เลยสุดลูกหูลูกตา สวยไปอีกแบบแฮะ
 
     
 

รูปนี้ชัดหน่อยเอามาให้เห็นกันจะจะ ว่าป่าหินของแท้เขาเป็นงัย
 
     
 

อีกรูปแล้วกัน ตอนที่ถ่ายเนี้ย เริ่มเหนื่อยแล้วแหละ เพราะป่าหินที่นี่เขาให้เดินชมได้อย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ เราต้องเดินไปตามซอกหิน

ทางก็ไม่ค่อยแคบเท่าไหร่ เดินได้สบายมาก(หนุ่มสาว) แต่ถ้าคนแก่ๆ หน่อย ก็หยุดฟังคำบรรยาย หายเหนื่อยแล้วค่อยเดินต่อ เพราะอากาศค่อนข้างเย็นสบายมากๆ เดินไปไกด์จีนก็จะบรรยายรูปหินบรรยายหินอันไหนลูบๆ คล่ำๆ แล้วจะดีสุขภาพจะแข็งแรงก็ว่ากันไปเพลินๆ เลย

อีกรูปที่เอามาฝากจากป่าหิน
 
     
 

เดินกันมันส์จนเหงื่อหยดติ๋งๆ ออกจากป่าหินได้ ท้องก็ร้องเรียกอาหารทันทีเลย นายไกด์จีนรีบให้ขึ้นรถเพื่อจะไปทานอาหาร พอถึงร้านอาหารยังไม่ทันได้เข้าไป นายไกด์จีนบอกเดี๋ยวพาคณะไปดูการเลี้ยงไข่มุกก่อน โห หิวแล้วอะ ไม่มีกะจิตกะใจดูหรอก แต่ก็นะก็ต้องจำใจดูๆ มันไป บอกแล้ว หิวข้าวแล้วทั้งนั้นแหละแทบไม่มีใครซื้อเลย (จิตใจไปอยู่ที่โต๊ะอาหารกันหมดแล้ว)

หลังจากหนังท้องตึง ออกมาขึ้นรถ เจออีกแล้ว ผ้าสวยๆ กระเป๋าสวยๆ เอาไหม นั้นเป็นดงเลย อิอิ หนีขึ้นรถอีกแล้วเราเดี๋ยวให้หน่วยผู้กล้าคนใดคนหนึ่งซื้อก่อน อิอิ กลัวเป็นคนแรกที่ซื้อแล้วซื้อได้แพงที่สุด(อายเขา)

มาถึงที่เที่ยวอันต่อไปกันดีกว่าหลังจากหนีจากการเสียเงินไปเรียบร้อยแล้ว
 
     
 

ขอนำท่านสู่ ถ่ำจิ่วเซียง การเดินทางมีอยู่สองอย่างให้ผู้ที่มาเที่ยวเลือกได้ตามใจชอบ ทางเลือกแรกเดินจ้า 6 กิโล เป็นบันไดขึ้นๆ ลงๆ ตามไหล่เขา ทางเลือกที่สอง ซึ่งนายไกด์ได้เลือกให้เราไว้แล้ว อิอิ คือลงลิฟต์ตามรูปที่เห็น สูงไหม ด้านในเป็นกระจกมองเห็นด้านนอกลิฟต์ทำให้เสียวเหมือนเล่นเครื่องเล่น ในดรีมเวอร์บ้านเราเลย เหอะๆ หลังจากลงลิฟต์มหาสนุกแล้ว นายไกด์จีนได้พาเรามานั่งเรือชมความสวยงามของช่องแคบ ชั่งอินเสีย ซึ่งทั้งสองข้างเป็นหน้าผาที่มีความสูงถึง 150 กว่าเมตร ชมความงานกันเสร็จ ถึงเวลาเดินเข้าถ้ำกันแล้วจ้า คนแก่คนเถ้านั้งเกี้ยวกันสบายไป ถ้าจากหน้าถ้ำจนสุดถ้ำ คิด 800 บาทไทย จ้าเป็นค่าคนหาม 2 คน

ในถ้ำประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกเป็นถ้ำธรรมชาติซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของคนเผ่าน้อยในสมัยก่อน
 
     
 

ในถ้ำมีการประดับแสงสีไว้สวยงามเลยทีเดียว ส่วนที่สองคือถ้ำน้ำ ในถ้ำประกอบด้วยน้ำตกตัวเมียตัวผู้และมีแปลงนาขั้นบันไดร้อยชั้น เนื่องจากถ่ายภาพมาแล้วไม่ชัดเลย เลยขอสงวนสิทธิ์ในการโชว์ภาพจ้า ไว้ไปดูด้วยตาตัวเองแล้วกันนะจ้า อิอิ

พอมาถึงช่วงที่สองเนี้ย บางคนเหนื่อยใจแทบขาด(จะรีบเดินทำมัยกัน) ก็จะมีเกี้ยวบอกเลย 400 บาทเอาไหม โห มีมารอตรงนี้ด้วย แต่ก็นะหลังจากเดินหอบแฮกๆ ก็รู้ทันที ไม่แพงหรอก คนแบกอะเหนื่อยมากเลยทีเดียว น่าเห็นใจมากกว่า เดินจนทะลุออกจากถ้ำและแล้ว ก็มาถึงช่วงสุดท้ายของรายการ
 
     
 

เมื่อเราลงจากลิฟต์ แล้วก็ต้องขึ้นด้วยกระเช้าไฟฟ้า บอกตรงๆ ว่า ตอนแรกก็ไม่กล้านะ แต่นายไกด์บอกว่าปลอดภัยแน่นอน และถ้าไม่ขึ้น เราจะต้องเดินย้อนกลับไปที่เดิมแล้วก็ขึ้นลิฟต์เอา haha ใครจะบ้าทำ เดินมาเนี้ยก็เกือบชั่วโมงครึ่งได้ 3 กิโล อะ ขึ้นก็ขึ้น สู้ สู้

หลังจากผ่านกระเช้าไฟฟ้าแสนเสียวแล้ว ก็ไม่ควรพลาด ดงของฝากที่จัดให้ผ่านก่อนขึ้นรถกันเลยทีเดียว มาอีกแล้ว กระเป๋า 4 ใบร้อย ที่บ้านเราเด็กๆ ก็ชอบถือกัน แล้วก็มีเสื้อจีนต่อลองราคาแล้วไม่แพงเลย แต่ไม่เอา อิอิ เกือบโดน....ตืบ ของที่นี่ต้องต่อลองราคามากๆ นะ กลับที่พักเถอะสำหรับวันนี้ เหนื่อยได้ใจและก็ที่เที่ยวก็สวยได้ใจดี
 
     
 

ถึงแล้วที่นอนนุ่มๆ วันนี้จะนอนให้สะใจเลยทีเดียว ใครไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ก็จะได้มาออกที่นี่แหละ haha นอน นอน นอน ไม่มีแรงแม้กระทั่งออกไปชมบรรยากาศข้างนอกเลย พรุ่งนี้ยังไม่สายที่จะพบกัน ส่วนวันนี้ ครอกๆๆๆ

เช้าแล้วจ้า เป็นเช้าอีกวันที่อากาศสดใส ทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จเราก็ออกเดินทางกันต่อ เขาซีซาน ประตูมังกร
 
     
 

นายไกด์บอกว่ามาถึงต้องเอามือล่วงปากสิงโตแล้วเอามาใส่ในกระเป๋ากางเกง ห้ามแบมือก่อนใส่ในกางเกง จะทำให้มีเงินทองไหลมา เทมา ให้กระเป๋าแบบว่ารวยๆ อิอิ ทำกันทุกคนเลย เป็นไปได้
 
     
 

แผนที่ โปรดสังเกต ภาษาไทยจ้า แสดงว่าคนไทยมาเที่ยวมาก จนเขาต้องมีภาษาไทยไว้ให้ดู
 
     
 

ประตูมังกร ซึ่งถือว่าเป็นประตูแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง เป็นประตูสิริมงคล ชาวจีนเชื่อว่าใครได้เดินผ่านประตูแห่งนี้จะมีโชคลาภ

หลังจากได้เดินผ่านประตูมังกรกันทุกคนแล้ว ก็ถึงเวลาพาทุกท่านไปชิมชา เขาว่ากันว่าทุกคณะที่ไปต้องได้ไปชิมชากันทุกคณะ คณะเราก็ได้ไปชิมด้วย
 
     
 

ชาอัดแท่ง กินไม่ได้นะอันนี้อะ เอาไว้ดูดอากาศแบบประมาณถ่านบ้านเราแหละฟังคุณสมบัติแล้ว หนักเหมือนกันนะนั้น

เอาล่ะวันนี้ต้องช็อปให้กระจาย ถึงเวลาเสียตังค์ซะที 5 บาทเท่ากับ 1 หยวน จำไว้ ท่องให้ขึ้นใจ เวลาซื้อของจะได้บวกลบถูก

พอรถมาจอดที่หน้าโรงแรมที่พัก ก็ถึงเวลาต้องออกไปเปิดหูเปิดตากันสะแล้ว อิอิ แต่ภาพที่เก็บมาฝากเป็นของพื้นเมืองนะจ้า เพราะพวกร้านเสื้อผ้าเนี้ยมัวตาลายเลือกซื้อ จนลืมถ่ายภาพมาฝากกันจ้า ไว้ทริปหน้าจะไม่ลืม
 
     
   
     
  อีกภาพแล้วกัน  
     
 

ขอบอกว่าการบอกราคาของพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ บอกราคาแพงมากๆ ต้องต่อแบบสุดๆ กันไปเลย ไม่ให้ก็เดินหนีเดี๋ยวให้เอง อิอิ อันนี้นายไกด์ไม่ได้บอก แต่ลองมาแล้วกับตัวเองเลย ได้ผลเหลือเชื่อ

และแล้วก็มาถึงร้านที่เราฝันไว้ ที่นี่ไม่น่าเชื่อ ว่าจะมี กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า เพียบเลยจริงๆ มีเป็นร้อยๆ ร้านเลย จริงๆ นะ เหมือนเราไปเดินจตุจักรอะ ประมาณนั้นแต่ดูเยอะกว่าเหมือนไปเดินโมนาซ่าด้วย แบบมีทั้งด้านนอกและเหมือนเดินในห้าง พวกกระเป๋า และเสื้อผ้าเนี้ย มีทั้งแบบมีแบนด์แต่ไม่รู้ว่าแท้หรือเปล่า ราคาถูกมากเลย กระเป๋าคิดว่าไม่ไช่ของแท้นะ แต่การตัดเย็บเหมือนของจริงมาก ส่วนราคาต้องต่อแบบขาดกระจุยเลย ได้มาใบ บอกเรา 2500 ต่อไปต่อมา เหลือ 450 นั้น แถมมีคนซื้อมาเหมือนเรา ได้ 350 (เวรกรรม) ตูคิดว่าซื้อถูกแล้วนะ มีถูกกว่าอีก การซื้อของที่นี่ต้องใช้ความสามารถ มากเลยทีเดียว อิอิ ต้องใช้ความสามารถส่วนบุคคล haha ส่วนเสื้อผ้าของวัยรุ่น มีเพียบ มีแบบที่ไม่ค่อยเห็นในเมืองไทยก็มีนะ เห็นมีเยอะจนเลือกไม่ถูกเลยแหละ และก็ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะมีของและร้านค้า มากมายขนาดนี้ รับรองว่ามาที่นี่ไม่ผิดหวัง ทั้งวัยรุ่นและคนชรา(อย่างเรา) haha มีคนข้างๆ กระซิบบอกเสียงดังว่า เหมือนเดิน เซินเจิ้น แหมพี่ก็พูดไป....

หมดตัวแล้วเรา กลับห้องรอเที่ยวต่อพรุ่งนี้ดีกว่าเหลืออีกวันเดียวในนครคุนหมิง....
 
     
 

เช้าแล้วเจ้า...วันนี้เริ่มที่ ตำหนักทอง ซึ่งนายพลอู๋ซานกุ้ย แห่งราชวงศ์หมิงสร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบพระราชวังหลวงกรุงปักกิ่ง ตำหนักทองแห่งนี้มีหลังคาและฝาผนังที่สร้างด้วยแผ่นทองเหลืองน้ำหนักถึง 380 ตัน นับว่าเป็นตำหนักทองที่ใหญ่ที่สุดของเมืองจีน โปรดสังเกต ด้านหน้านะ ตัวภาษาจีนที่อยู่ต้อนรับก่อนเข้าในวัดนี้ คือ เฮง ใครได้ผ่านประตูนี้ก็ เฮงจ้า...
 
     
 

นี่เป็นราวบันไดในวัดจ้า
 
     
 

ต้นจักกะจี้ ถ้าได้ลูบที่ลำต้นมันนะ ใบด้านบนมันจะสั่นๆ เอิกๆ มันก็แปลกไปอีกแบบ เพราะเห็นเลยว่าลูบเบาๆ ก็มีอาการ อิอิ
 
     
 

เห็นลูกหินที่อยู่ในปากเต่าไหม ต้องเอามือไปลูบๆ คลำๆ นะ เขาว่าจะแข็งแรงอายุยืนนาน...

และแล้วก็มาถึงที่เที่ยวที่สุดท้ายของทริปนี้ คือ วัดหยวนทง เอารูปมาฝากกันเต็มๆ แต่ภาพอาจไม่สวยนะจ้า
 
     
 

วัดหยวนทงจ้า
 
     
 

เอาเสามาฝากจ้า อิอิ เสาในวัดหยวนทง
 
     
 

หินแกะสลัก สวยดี เลยเก็บเอาภาพมาฝาก
 
     
 

อันนี้ภาพจากด้านหน้าของวัด จ้า ตอนออกมาถึงได้ถ่าย เอิกๆ
 
     
 

ทริปนี้ขออำลาก่อนนะ .... แล้วจะพยายามไปเที่ยวเอาภาพสวยๆจัดฝีในมือ (ฝีมือ)ให้ดีกว่านี้จ้า แล้วเจอกันใหม่....บาย ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะจ้า....haha

ทริปนี้ ขอให้

อุทยานป่าหิน 5 ดาว ในระดับอุทยานธรรมชาติอันสวยงาม

ถ้ำจิ่วเซียง 4 ดาว ในระดับความเป็นธรรมชาติ

ประตูมังกร 4 ดาว ในระดับความเชื่อของชนรุ่นหลัง

ตำหนักทอง 3 ดาว ในระดับความสวยงามในการจัดสวนและประติมากรรม

วัดหยวนทง 3 (1/2) ดาว ในระดับความสวยงามทางประติมากรรม

การให้ดาวในครั้งนี้ เป็นการให้ดาวที่มาจากตัวผู้เขียนเองไม่ได้มาจากส่วนราชการหรือส่วนงานใดๆทั้งสิ้น

มากสุด 5 ดาว ต่ำสุด 1 ดาว